ขอที่ยืนในสังคม ทอมดี้ร่ำไห้ ลั่นไม่ได้ทำร้ายเด็ก รับแค่จิกหัวแม่ปากร้ายหาเรื่อง รปภ.เผย เห็นทอมต่อยเด็ก (คลิป)

ไทยธีม โซเชียลนิวส์

จากกรณีที่ในโลกออนไลน์ได้มีการโพสต์รูป และเผยแพร่เรื่องราวเด็กนักเรียนชายและหญิง ถูกผู้หญิงและทอมคู่หนึ่งทำร้ายร่างกายที่บริเวณหน้าโรงเรียนแห่งหนึ่ง ซ.รามอินทรา 109 กรุงเทพฯ โดยระบุว่ามีปัญหามาจากเรื่องที่จอดรถ ล่าสุดนางสาวกัญญณัช แซ่เล้า แม่ของเด็กนักเรียน เดินทางมาแจ้งความที่ สน.บางชัน หลังจากนั้นเปิดเผยว่า เมื่อเวลา 10.30 น. หลังจากที่ตนพาลูกเข้าไปรับใบผลการเรียน โดยจอดรถไว้ที่ฝั่งตรงข้ามโรงเรียน ในจังหวะนั้นตนอยู่ในรถที่จอดริมฟุตพาท และกำลังจะเคลื่อนรถออกถนน แต่ขณะนั้นเป็นช่วงรถติดจึงชะลอดูรถด้านหลัง ก่อนเคลื่อนรถออกไป แล้วก็มีรถเก๋งสีขาวขับผ่านมาจอดด้านหน้ารถตนอย่างรวดเร็ว จนเกือบเฉี่ยวชน แล้วมีผู้หญิงและทอมซึ่งเป็นคู่กรณีลงมาจากรถ เดินข้ามถนนกำลังจะเข้าไปในโรงเรียน ระหว่างนั้นคู่กรณีทั้งสองคนก็คอยหันมามองรถยนต์ของตนบ่อยครั้ง ส่วนตนจึงเคลื่อนรถออกมา จนกระทั่งลูกมาบอกกับตนว่า คู่กรณีชูนิ้วกลางให้พร้อมตะโกนด่า ตนจึงเปิดกระจกรถลงแล้วถามว่า “ด่าทำไม ทำอะไรผิด”..

 

นางสาวกัญญณัช เล่าต่อว่า จากนั้นคู่กรณียังคงพูดจาเสียงดังด้วยอารมณ์ร้อน แล้วบอกให้จอดรถลงมาเคลียร์ แต่ตนไม่ลงจากรถแล้วก็ขับรถต่อไป ในระหว่างนั้นตนโทรศัพท์ไปปรึกษาสามี ซึ่งสามีแนะว่าควรเคลียร์ปัญหาให้จบ เนื่องจากลูกเรียนอยู่ที่โรงเรียนแห่งนี้ ตนจึงขับรถกลับมาเพื่อรอเจรจากับคู่กรณี โดยมี รปภ.ช่วยไกล่เกลี่ยด้วย

โดยในระหว่างที่กำลังยืนเคลียร์ปัญหากันอยู่นั้น ลูกสาวของตนพยายามถามว่า “ด่าแม่หนูทำไม แม่ไม่ผิด” ก่อนที่ผู้หญิงคู่กรณีชี้หน้าลูกสาวแล้วด่าว่า “ปากดี หัดสั่งสอนลูกบ้าง” จากนั้นทั้งหมดก็มีปากเสียงกัน ก่อนที่ตนจะถูกหญิงคู่กรณีดึงผมจนล้มลงไปแล้วทำร้ายร่างกาย ส่วนคู่กรณีที่เป็นทอมนั้นชกหน้าลูกสาวของตน และกระโดดถีบเด็กผู้ชาย ซึ่งตนมองไม่เห็นลูกเพราะถูกผู้หญิงนั่งคร่อมทำร้ายอยู่ แต่ได้ยินแต่เสียงลูกร้องไห้ และตะโกนว่า “แม่ เขาทำร้ายหนู ตีหนู” จากนั้น รปภ.ของโรงเรียนก็เข้ามาห้ามแล้วก็แยกย้ายไป ซึ่งทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นเพราะคู่กรณีไม่พอใจ หาว่าตนกักที่จอดรถ เพียงเพราะตนเคลื่อนที่ออกช้าเท่านั้นเอง

นางสาวกัญญณัชยืนยันว่าจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด ส่วนอาการบาดเจ็บนั้น ลูกสาวของตนถูกต่อยที่ใบหน้า ถีบหน้าอก มีรอยแผลที่แขน ส่วนลูกชายถูกต่อยที่หน้า ผลักและถีบจนเสื้อเป็นรอยรองเท้า ส่วนตนถูกทำร้ายบาดเจ็บที่ใบหน้า ใต้คาง มีอาการปวดหลังด้วย ภายหลังจากเกิดเหตุการณ์ขึ้นยอมรับว่าเสียใจมาก สงสารลูกที่เจ็บตัวโดนทำร้าย และถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ตนจะไม่กลับเคลียร์ปัญหา

ด้านนางสาวทิพยรัตน์ เผือกลาดพร้าว คู่กรณี เปิดเผยว่า ขณะที่ตนกำลังขับรถมาหาที่จอดริมฟุตพาท ฝั่งตรงข้ามโรงเรียนที่เกิดเหตุ ซึ่งจังหวะนั้นตนเห็นรถของคู่กรณีตีไฟคล้ายจะเคลื่อนตัวออก แต่ยังไม่ออก จึงตัดสินใจขับรถไปจอดด้านหน้าซึ่งไม่ได้จอดเบียดหรือจอดชิดมาก จากนั้นก็ลงจากรถเพื่อเดินข้ามเข้าไปในโรงเรียน ในขณะที่ตนกำลังเดินข้ามถนนไปนั้น รถคู่กรณีเปิดกระจกลงมา แล้วทั้งคู่ต่างฝ่ายก็ต่างโชว์นิ้วกลางสวนทางกัน และตะโกนถามกันว่ามีปัญหาอะไร แต่ยังไม่ได้มีการพูดคุยอะไรกันมาก ตนก็เดินเข้าโรงเรียน แล้วคู่กรณีก็ขับรถออกไป

หลังจากนั้นตนพบว่าคู่กรณีและลูกซึ่งเป็นเด็กนักเรียน มายืนดักรอที่หน้าโรงเรียนเพื่อพูดคุยกัน ซึ่งขณะนั้นตนยอมรับว่าค่อนข้างอารมณ์ร้อน มีการด่าทอกันไปมาระหว่างตนและแม่เด็ก ซึ่งต่างอารมณ์ร้อนและใช้ถ้อยคำหยาบคายด่าทอกันทั้งสองฝ่าย ในจังหวะนั้น ลูกสาวของคู่กรณียืนด่าตนและแฟนทอม ตนจึงพยายามบอกว่า “เป็นเด็กไม่ควรด่าผู้ใหญ่” แต่เมื่อเริ่มมีปากเสียงรุนแรงจนเกิดเหตุทะเลาะกันระหว่างตนและแม่เด็ก โดยตนก็บาดเจ็บเช่นเดียวกัน

ทั้งนี้ นางสาวทิพยรัตน์ยืนยันว่าไม่ได้แตะเนื้อต้องตัวเด็กเลย แฟนทอมของตนก็ไม่ได้เข้ามารุมทำร้ายแม่เด็กด้วย ถ้าจะให้ตนขอโทษคงไม่ขอโทษ เพราะไม่ได้ทำผิดอะไร ส่วนกระแสที่หาว่าตีเด็กยืนยันว่าไม่จริง หากหาหลักฐานได้ว่าพวกตนทำร้ายเด็ก ถึงจะยอมกราบขอโทษ นอกจากนี้ นางสาวทิพยรัตน์ยังร่ำไห้ด้วยความเครียดหลังจากถูกกระแสโจมตีจากโลกออนไลน์จำนวนมาก พร้อมทั้งขอความยุติธรรมจากสังคมให้รับฟังทั้งสองฝ่าย วอนขอพื้นที่สังคมและหยุดโจมตีพวกตน โดยพร้อมเจรจาไกล่เกลี่ย เพื่อให้จบปัญหาด้วยดี

ขณะที่นางสาวดวงกมล กลั่นกลิ่น แฟนของนางสาวทิพยรัตน์ เปิดใจว่า ตนไม่ได้เป็นทอมคลั่งหรือทำร้ายร่างกายเด็กทั้งสองรายตามที่สังคมกล่าวหา ยืนยันว่าไม่ได้มีการชกหน้าเด็ก ไม่ได้ถีบเด็กแต่อย่างใด แต่ยอมรับว่ามีแค่ผลักเท่านั้น เนื่องจากเด็กมีท่าทีเถียงและขึ้นเสียงกับตน แต่ด้วยความที่เด็กตกใจจึงอาจมีการกรีดร้อง หรือตะโกนขอความช่วยเหลือขณะที่เกิดเหตุชุลมุน ส่วนบาดแผลหรือรอยเท้าที่ปรากฏบนเสื้อนักเรียนนั้นเกิดจากความชุลมุน เนื่องจากเด็กพยายามเข้าไปช่วยแม่ และอาจพลาดถูกเท้าของใครสักคนที่กำลังตบตีกันอยู่ และอาจจะมีการดึงกัน หรือฉุดกัน จึงมีร่องรอยแผลที่บริเวณแขน แต่ตนไม่เคยทำร้ายเด็ก พร้อมท้าให้เปิดกล้องวงจรปิด เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ด้วย

นอกจากนี้ นางสาวดวงกมล ยังบอกอีกว่า ส่วนตัวตนเป็นคนใจเย็น ไม่มีปัญหากับใคร ระหว่างทะเลาะวิวาทกัน ตนไม่ได้เข้าไปห้าม เนื่องจาก รปภ.กันไม่ให้เข้าไป เพราะกลัวตนจะเข้าไปทำร้าย ซึ่งภายหลังจากกระแสโจมตีตนออกมา ยอมรับรู้สึกเครียด เสียใจ และยืนยันว่าไม่ได้ทำอะไรผิด ซึ่งหลังจากเกิดเหตุตนกังวลเรื่องความปลอดภัย เพราะถูกคุกคาม มีคนโทรศัพท์มาต่อว่า จึงจะเดินทางเข้าแจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้เพื่อความปลอดภัย และจะแจ้งความกลับญาติของคู่กรณีที่มีการโพสต์ตามล่าตัวในเชิงข่มขู่

อย่างไรก็ตาม นายซูโกต รังประเสริฐ เจ้าหน้าที่รปภ. ของโรงเรียน ซึ่งเป็นผู้ที่เข้าไปช่วยระงับเหตุที่มีการทำร้ายร่างกายกัน เล่าว่า ขณะที่ตนกำลังปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ นางสาวกัญญณัชเดินทางมาที่หน้าโรงเรียน จากนั้นก็มีการพูดคุยกับคู่กรณีทอมและผู้หญิง ในตอนแรกทั้งคู่มีปากเสียงอยู่ที่หน้าโรงเรียน แล้วจึงค่อย ๆ เดินเข้ามาทะเลาะกันภายในโรงเรียน ที่บริเวณหน้าป้อมยาม เท่าที่ตนได้ยินทั้งคู่มีปากเสียงกันเรื่องปัญหาการจอดรถ จากนั้นก็เริ่มมีปากเสียงรุนแรงขึ้น ซึ่งผู้หญิงมีปากเสียงกับแม่เด็ก ส่วนทอมมีปากเสียงกับเด็ก จนกระทั่งเกิดเหตุทะเลาะวิวาทกระทบกระทั่งกันขึ้น

โดยผู้หญิงกระชากผมของแม่เด็ก และลากไปทำร้ายตบตีกันข้างป้อมยาม ส่วนทอมขณะมีปากเสียงกับเด็ก ก่อนชกหน้าเด็กผู้หญิงและผู้ชายจนล้มคว่ำ ตนจึงเข้าไปห้ามจนกระทั่งเด็กปลอดภัย จากนั้นทอมก็เดินเข้าไปหาคู่ที่กำลังตบตีกันอยู่ ตนเกรงว่าจะเกิดเหตุรุมทำร้าย จึงกระโดดถีบผู้หญิงคู่กรณีเพื่อแยกทั้งคู่ออกจากกัน ซึ่งระหว่างนั้นเกิดความชุลมุนขึ้น จนกระทั่งสามารถแยกคู่กรณีออกจากกันได้ ตนจึงรีบบอกทอมและผู้หญิงว่า มาก่อเหตุทะเลาะวิวาท ตบตีกันในสถานที่ราชการไม่ได้ แล้วรีบไล่ทั้งคู่ออกไปจากโรงเรียนทันที ซึ่งทั้งคู่มีท่าทีไม่พอใจ ไม่มีการขอโทษแล้วเดินออกไปหน้าตาเฉย

ซึ่งนายซูโกตยังบอกอีกว่า ตกใจที่เหตุเกิดนี้ขึ้น ซึ่งตนก็เกือบถูกลูกหลง ยอมรับว่าทอมและผู้หญิงค่อนข้างแรงเยอะ มีการฉุดกระชากไปมา เสื้อทำงานของตนกระดุมขาดหลายเม็ด อีกทั้งเป็นตัวอย่างที่ไม่ดี ที่เป็นวันประชุมผู้ปกครอง แต่ผู้ปกครองกลับมีปัญหากันต่อหน้าเด็กจำนวนมาก

คลิปข่าว……………

ขอบคุณ**** AMARIN TV

 

แสดงความคิดเห็นด้วย Facebook

ข่าวฮอต วันนี้